ยินดีต้อนรับ อาคันตุกะ ทุกท่าน

ขอขอบคุณทุกท่าน ที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมชม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับสิ่งที่คิดประสงค์ ผลงานเหล่านี้ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นทำเป็นบันทึกความจำและอบรมจิตใจตนเอง ผู้เขียนหาได้มีความเป็นอริยะแต่อย่างใดไม่ ( เดิมที แต่งเฉพาะกลอนธรรมะ จึงใช้นามปากกาว่า avijjapikkhu ที่จริงต้องพิมพ์ว่า avijjabhikkhu แต่ตอนสมัครสร้างเว็ป เกิดทำพลาด เข้าไปใช้ชื่อนั้นไม่ได้ ต้องสร้างเว็ปใหม่ใช้ชื่อใหม่ จากคำว่า bhikkhu เป็น pikkhu แทน )
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา-ข้อมูล-สติปัญญา-ความรู้ความสามารถ-ความรีบเร่ง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้เขียนขออภัยเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำเพื่อการแก้ไขความผิดพลาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับการคัดลอก การนำไปเผยแพร่ที่ไม่ใช่เพื่อการค้า ขอเพียงแต่อย่าแอบอ้างว่าเป็นผลงานของผู้อื่น แต่ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ในผลงานนี้ สำหรับการนำไปเผยแพร่เพื่อการค้าหากำไร
*นักเรียน อย่าลอกเป็นการบ้านไปส่งครูนะครับ เพราะไม่สุจริต ไม่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาความรู้ความสามารถ ดูไว้เป็นตัวอย่างก็พอ

วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

หาความอุ่นใจไม่ได้เลย : เรื่องสั้น



หาความอุ่นใจไม่ได้เลย : เรื่องสั้น

    ท้องฟ้ายามเย็นในวันที่มีเมฆฝนปกคลุม หาความอบอุ่นไม่ได้เลย
แสงแดดสีเงินประสานกับเมฆสีเทา ทำเอาหัวใจไร้ความปลื้มปรีติ
    กอข้าวที่เกิดจากการปักดำ-ถูกปลูกเว้นเป็นระยะ มีเฉพาะแค่ต่อหน้าเท่านั้น
ถัดจากนาแปลงนี้ไป ก็มีแต่ข้าวนาหว่านที่งอกเบียดเสียดกันถี่ๆ-สะเปะสะปะ ทะยานอยู่เต็มจนสุดสายตา

    ขณะที่ฉันกำลังสาละวน กับการถ่ายภาพดวงอาทิตย์สะท้อนบนผิวน้ำ ท่ามกลางกอข้าวที่มีระเบียบ
    ก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์มาหยุดอยู่ข้างหลัง พร้อมคำทักทายว่า
    "มาซื้อที่(ดิน)เหรอ?"
    ฉันหันกลับไปมองดู เห็นหญิงสูงวัยขับรถมอเตอร์ไซค์มาจอด โดยมีเด็กนั่งซ้อนอยู่ที่นั่งเสริมข้างหน้า
    "เปล่าครับ มาถ่ายรูป" ฉันตอบเธอไป
    เธอกล่าวต่อว่า "หาคนมาซื้อที่(ดิน)หน่อยสิ มีเปอร์เซ็นต์ให้ด้วยนะ ที่ตรงนี้ของฉันเอง จะขาย ๗ ล้าน"
    "๗ ล้าน! ขายแล้วคงมีเงินใช้ไปจนตาย ไม่ต้องทำงาน" ฉันรำพึงรำพัน

     ฉันถามถึงต้นตาล ๓ ต้น ที่ฉันเคยถ่ายรูปไว้เมื่อปีก่อน แต่ตอนนี้เหลือแค่ต้นเดียวกับตอยอดด้วน ๒ ตอ
    " ปีกลายต้นตาลตรงนั้นโดนฟ้าผ่าตายไป ๒ ต้น เหลือแค่นั้น" คือคำตอบ
    "ที่จริง น่าจะปลูกต้นตาลไว้ตามคันนามากๆนะครับ แถวภาคกลางเขานิยมปลูกกัน ดาบวิชัยที่มีชื่อเสียงก็ปลูกมาหลายสิบปีแล้ว มีประโยชน์มากมาย" ฉันพูดพร้อมกับคิดว่า ถ่ายรูปออกมาดูสวยดีด้วย    
    "ไม่ไหวหรอก" เธอบอก "ใบตาล-ลูกตาลหล่นลงมาใส่ต้นข้าว ลูกตาลก็ไม่มีใครเก็บขาย ปลูกไว้ให้รกเปล่าๆ"
    "ต้นตาลให้มูลค่าผลผลิตต่อพื้นที่มากกว่าข้าวนะครับ แค่ปลูกตามคันนาเท่านั้นเอง ต้นตาลจะมีใบสักกี่ใบกัน รู้จักตัดก็คงไม่หล่นมาใส่ต้นข้าวจนเสียหาย" ฉันยืนยัน
    "ไม่มีใครเก็บไปขาย ไม่มีประโยชน์" เธอพูดย้ำ
   
    "ถ่ายรูปไปทำอะไรเหรอ?" เธอสงสัย
    "เอาไปลงเว็ปแสดงภาพถ่ายของต่างประเทศครับ" ฉันตอบ
    "เฟสบุ้คเหรอ?" เธอคงเล่นอยู่
    "ก็มีบ้างครับ แต่ส่วนใหญ่จะลงในเว็ปที่คนชอบถ่ายภาพเขาเอามาแสดงกัน"
    "ให้ต่างชาติเห็นว่า ประเทศไทยก็มีธรรมชาติสวยงามไม่แพ้ใคร" เธอพูดอย่างภูมิใจ
    "เออ... อันที่จริงประเทศอื่นเขามีความสวยงามกว่าประเทศไทยครับ" ฉันพูดตามความจริงจากที่ได้ดูภาพถ่ายทุกวัน
    "เขาใส่ใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่คนไทยเอาแต่คิดหาผลประโยชน์จากธรรมชาติและทำลายสิ่งแวดล้อม เราไม่ตื่นตัวต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติเลย" ฉันอธิบาย
    "ดูอย่างป่าไม้บ้านเราสิครับ จัดการให้เป็นป่าชุมชนจนแทบหมด ป่าถูกคนใช้หากิน-ทำประโยชน์จนเสื่อมโทรม แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพธรรมชาติบ้าง สิ่งมีชีวิต-ระบบนิเวศน์เสียหายตายหมด ห้วยหนองก็ขุดลอกเป็นรูปสี่เหลี่ยมเพื่อใช้สอย แทนที่จะปล่อยไว้ตามธรรมชาติ มีความสวยงามตรงไหน?"
    ดูเหมือนเธอจะไม่รู้สึกซาบซึ้ง ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    "นาปักดำสวยดีนะครับ ประหยัดเมล็ดพันธุ์ด้วย" ฉันเปลี่ยนเรื่อง
    "กอใหญ่ด้วย ข้าวก็ได้มากกว่านาหว่าน" เธอบอก
    "แต่ทำแค่แปลงนี้ เพราะที่ตรงนี้รองรับน้ำที่ไหลลงมาจากหมู่บ้าน ปีนี้ถูกน้ำท่วม ๒ ครั้งแล้ว หว่านข้าวไว้ก็ตายหมด เลยจำเป็นต้องปักดำ ต้องทำเองจะปักดำทั้งหมดก็ไม่ไหว ไม่มีแรงงาน คนแถวนี้ก็ไม่มีใครดำนาแล้ว"
    "ประเทศญี่ปุ่นเขาไม่ทำนาหว่านนะครับ เขาใช้เครื่องปักดำแทนแรงงานคน" ฉันเล่า
    "เครื่องดำนาเหรอ?" เหมือนเธอเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก
    "เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ทำนากันแล้ว" เธอบอก "เขาเอาแต่เรียนหนังสือ ตั้งใจเรียนบ้างไม่ตั้งใจบ้าง เรียนจบบ้างไม่จบบ้าง ส่วนพวกไม่เอาถ่านไม่เรียนหนังสือ ก็ทำอะไรไร้สาระไปวันๆ กินเหล้าเมายาเล่นการพนันฯลฯ"
    "ทำนามันลำบาก ขายยาบ้าดีกว่า รวยเร็วดี" เธอพูดพร้อมกับหัวเราะ แล้วขับรถมอเตอร์ไซค์จากไป

    ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำ ดำดิ่งลงไปอยู่เบื้องหลังของม่านเมฆฝนสีเทา
    แสงแดดลับตา ที่ตั้งใจไว้ว่าจะมาถ่ายรูปแสงสนธยา(Twilight) คงหมดโอกาสเสียแล้วในวันนี้
    เอาไว้คราวหน้าค่อยมาใหม่ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอีกบ้าง?
    คิดพรางนึกถึงต้นตาลที่ถูกฟ้าผ่าตาย
    ฉันเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพ เดินกลับไปขึ้นรถ
    ใจจดจ่อถึงวิธีแต่งภาพย้อนแสงแดดจัด ให้ออกมาดูดีมีความนุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง
    แล้วขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกอ้างว้างวังเวง หาความอบอุ่นใจไม่ได้เลยฯ
   
๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น